รู้จักเครื่องตัดไฟ RCD และ MCB ตัวช่วยสำคัญที่ทุกบ้านควรมี

เครื่องตัดไฟรั่ว RCD (Residual Current Device) ตรวจจับกระแสไฟที่รั่วไหลออกจากวงจร

ในระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องตัดไฟถือเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัย หลายคนอาจคิดว่า “ติดเบรกเกอร์อย่างใดอย่างหนึ่งก็เพียงพอ” แต่ในความจริงแล้วเครื่องตัดไฟรั่ว RCD และเครื่องตัดไฟ MCB นั้นทำหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น การติดตั้งอุปกรณ์ทั้งสองประเภทคือสิ่งจำเป็นในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากอันตรายทางไฟฟ้าที่ไม่คาดคิด บทความนี้จึงจะพาไปรู้จักหน้าที่ของแต่ละชนิด วิธีทำงานร่วมกัน รวมถึงแนวทางเลือกสายไฟให้เหมาะกับระบบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบ้านคุณ

 

1. เข้าใจบทบาทของเครื่องตัดไฟ MCB และ RCD แบบไม่สับสน

เครื่องตัดไฟ MCB คืออะไร ? : ป้องกันไฟฟ้าเกินและไฟฟ้าลัดวงจรในวงจรไฟ

MCB (Miniature Circuit Breaker) หรือที่หลายคนเรียกว่า “เบรกเกอร์ย่อย” มีหน้าที่หลักในการป้องกันไฟฟ้าเกิน (Overload) และไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit) หากมีการดึงกระแสไฟมากจนเกินขนาดของสายไฟ หรือเกิดไฟลัดวงจรจากการเชื่อมต่อผิดพลาด อุปกรณ์ MCB จะตัดวงจรโดยอัตโนมัติทันที ช่วยป้องกันการเกิดไฟไหม้จากความร้อนสะสมในสายไฟ

MCB มักติดตั้งในตู้ไฟหลักของบ้าน โดยแบ่งเป็นวงจรย่อยตามจุดใช้งาน เช่น ห้องครัว ห้องนอน หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อแยกการควบคุมไฟและเพิ่มความปลอดภัยให้กับแต่ละพื้นที่

 

เครื่องตัดไฟ RCD คืออะไร ? : ตรวจจับกระแสไฟรั่วลงดิน ป้องกันอันตรายต่อชีวิต

RCD (Residual Current Device) หรือเครื่องตัดไฟรั่ว มีหน้าที่ตรวจจับกระแสไฟที่รั่วไหลออกจากวงจร เช่น กรณีที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายมนุษย์ หรือรั่วลงดิน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อระบบตรวจพบความต่างของกระแสไฟระหว่างขาเข้าและขาออกเกินค่าที่กำหนด (โดยทั่วไป 30 mA สำหรับที่พักอาศัย) RCD จะตัดไฟโดยอัตโนมัติภายในเสี้ยววินาที

จุดเด่นของเครื่องตัดไฟรั่ว RCD คือช่วยป้องกัน “อุบัติเหตุจากไฟดูด” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือพื้นที่กลางแจ้งที่อุปกรณ์ไฟฟ้าเสี่ยงต่อการรั่ว

 

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เครื่องตัดไฟ RCD และ MCB ทำงานต่างกัน

สถานการณ์
อุปกรณ์ที่ทำงาน
สาเหตุของปัญหา
ผลลัพธ์หลังตัดไฟ
เครื่องซักผ้าเกิดไฟรั่วลงดิน
RCD
ความชื้นเข้าภายในเครื่อง ทำให้ไฟรั่วไหลออกจากระบบป้องกันผู้ใช้ถูกไฟดูด
เสียบปลั๊กพัดลมพร้อมกันหลายเครื่อง
MCB
โหลดไฟเกินกำลังของวงจร
ตัดไฟเพื่อป้องกันสายไฟร้อนจนไหม้
สายไฟภายในผนังชำรุดRCD + MCBทั้งไฟรั่วและไฟเกินในเวลาเดียวกันตัดวงจรทันที ป้องกันทั้งไฟดูดและไฟไหม้

 

2. การทำงานร่วมกันของ RCD และ MCB เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

การติดตั้งแบบ RCBO กับการติดตั้งแยก RCD + MCB ต่างกันอย่างไร ?

การติดตั้งเครื่องตัดไฟ RCD และ MCB ให้ทำงานร่วมกันจะช่วยปกป้องได้ครบทุกมิติ ทั้งปัญหาไฟรั่ว ไฟเกิน และไฟลัดวงจร โดยสามารถติดตั้งได้ 2 รูปแบบหลัก

  • RCBO (Residual Current Breaker with Overload Protection) คืออุปกรณ์ที่รวม RCD และ MCB ไว้ในตัวเดียวกัน เหมาะกับการติดตั้งในวงจรย่อยที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น ห้องครัว หรือห้องน้ำ
  • ติดตั้งแบบแยก RCD + MCB ใช้ RCD ตัวหลักคุมทั้งระบบ และ MCB สำหรับควบคุมแต่ละวงจรย่อย เหมาะกับบ้านขนาดกลางถึงใหญ่ที่ต้องการแยกโหลดชัดเจน

 

วางแผนตำแหน่งการติดตั้ง

การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว RCD ควรวางแผนให้เหมาะสมกับจุดใช้งานและลักษณะโหลดในบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความชื้นสูง อย่างห้องน้ำ ห้องครัว หรือพื้นที่กลางแจ้ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟรั่วมากกว่าพื้นที่อื่น การติดตั้ง RCD เฉพาะจุดในบริเวณเหล่านี้จะช่วยป้องกันอันตรายจากไฟดูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับตู้โหลดกลาง (Main Distribution Board) ควรติดตั้ง RCD ตัวหลักเพื่อควบคุมวงจรไฟฟ้าทั้งระบบ ทำให้สามารถตัดไฟได้ทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติในส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้าน นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการเดินสายดินอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบ RCD ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ หากไม่มีสายดินหรือเดินไม่ครบทุกจุด RCD อาจไม่สามารถตรวจจับไฟรั่วได้อย่างแม่นยำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ในภายหลัง

 

ความเชื่อมโยงกับขนาดโหลดและการออกแบบวงจรย่อย

ในการออกแบบระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องคำนึงถึง “ขนาดโหลดไฟฟ้า (Load)” และ “การจัดวงจรย่อย (Sub-Circuit)” ที่เหมาะสม เพราะทั้ง RCD และ MCB จะทำงานสัมพันธ์กับขนาดของโหลดโดยตรง

  • ขนาดโหลดส่งผลต่อการเลือกอุปกรณ์ป้องกัน หากโหลดสูงเกินไป เช่น การใช้เครื่องปรับอากาศหลายเครื่องในวงจรเดียว จะทำให้ MCB ตัดไฟบ่อย เนื่องจากเกินพิกัดกระแส ในทางกลับกัน ถ้าเลือกอุปกรณ์ตัดไฟที่รองรับกระแสสูงเกินไป อาจตัดไม่ทันเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสะสมในสายไฟ
  • การแยกวงจรย่อยช่วยให้ระบบเสถียรและปลอดภัยขึ้น บ้านพักอาศัยควรแบ่งวงจรย่อยตามประเภทโหลด เช่น วงจรแสงสว่าง, วงจรปลั๊กทั่วไป, วงจรเครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อให้แต่ละวงจรถูกควบคุมด้วย MCB ขนาดเหมาะสม และสามารถติดตั้ง RCD เฉพาะจุดได้ตามความเสี่ยงของการใช้งาน
  • สายไฟต้องสัมพันธ์กับกระแสและวงจรย่อยที่ออกแบบไว้ หากใช้สายไฟขนาดเล็กในวงจรที่มีโหลดสูง เช่น เครื่องซักผ้าหรือเตาอบ จะทำให้ความร้อนสะสมจน RCD ตอบสนองช้า การเลือกขนาดสายไฟที่ถูกต้อง เช่น THW 2.5 ตร.มม. สำหรับปลั๊กทั่วไป หรือ THW 4.0 ตร.มม. สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง จะช่วยให้เครื่องตัดไฟทำงานได้แม่นยำและลดความเสี่ยงจากไฟรั่ว
สรุปได้ว่า การวางแผนขนาดโหลด สายไฟ และการแยกวงจรย่อยที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ระบบไฟฟ้าภายในบ้านปลอดภัย และช่วยให้ RCD และ MCB ทำงานสอดคล้องกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

มาตรฐานการติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่วที่ควรรู้

  • เลือกใช้เครื่องที่ผ่านมาตรฐาน มอก. หรือ IEC เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและอายุการใช้งานของเครื่องตัดไฟ
  • เลือกค่าพิกัดกระแส (Ampere Rating) ให้เหมาะกับวงจรไฟ เช่น 16A, 20A หรือ 32A ตามขนาดของโหลดในแต่ละห้อง
  • เดินสายไฟและต่อวงจรโดยช่างผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การติดตั้งผิดวิธีอาจทำให้ระบบ RCD ไม่สามารถตรวจจับไฟรั่วได้
  • ติดตั้งให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบหรือรีเซตเครื่องในกรณีที่ตัดไฟโดยไม่ตั้งใจ
  • ไม่ติดตั้งในจุดที่มีความชื้นโดยตรง เช่น หลังอ่างล้างหน้า หรือเหนือฝักบัว เพราะอาจทำให้เกิดการกัดกร่อนและทำงานผิดพลาดได้

 

ข้อแนะนำการใช้งานเครื่องตัดไฟรั่ว RCD ให้ปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน

  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องตัดไฟกับอุปกรณ์ที่มีกระแสรั่วปกติ เช่น UPS หรือคอมพิวเตอร์บางรุ่น
  • ไม่ควรต่อโหลดเกินพิกัดของเครื่อง
  • ตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ
  • เปลี่ยนเครื่องตัดไฟเมื่อพบการทำงานผิดปกติหรือตัดไฟถี่ผิดปกติ

 

 

3. เลือกสายไฟให้เหมาะกับระบบตัดไฟ เสริมความปลอดภัยได้ทั้งระบบ

สายไฟเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบไฟฟ้าภายในบ้านทำงานได้อย่างปลอดภัย หากเลือกขนาดสายไฟไม่เหมาะกับกำลังไฟที่ใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อใช้สายที่เล็กเกินไป กระแสไฟจะไหลผ่านเกินขีดจำกัดของสายจนเกิดภาวะโหลดเกิน (Overload) ความร้อนที่สะสมจะทำให้ฉนวนเสื่อมสภาพ เกิดไฟรั่ว และในบางกรณีอาจทำให้เครื่องตัดไฟ RCD ตอบสนองช้าหรือไม่ทำงานทันเวลา

เมื่อสายไฟมีความร้อนสะสมเกินมาตรฐานเนื่องจากใช้สายไฟที่เล็กเกินไป เครื่องตัดไฟ MCB มักจะตัดไฟบ่อยขึ้นเพื่อป้องกันวงจรจากความเสียหาย แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จะทำให้ระบบไฟฟ้าไม่เสถียร อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานภายใต้แรงดันที่ไม่คงที่ เช่น เครื่องทำน้ำอุ่นหรือเครื่องซักผ้าอาจทำงานหนักขึ้น ต้องดึงกระแสเพิ่ม และเสี่ยงต่อการสึกหรอหรือเสียหายเร็วกว่าปกติ

ดังนั้น การเลือกขนาดสายไฟให้เหมาะสมกับภาระโหลด (Load) ของแต่ละวงจรจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะไม่เพียงช่วยให้เครื่องตัดไฟ RCD และ MCB ทำงานได้แม่นยำและปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้า ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และป้องกันเหตุไฟไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทำไมการเลือกสายไฟให้เหมาะกับโหลดจึงสำคัญต่อการทำงานของเครื่องตัดไฟ RCD และ MCB

ระบบไฟฟ้าที่ดีควรออกแบบให้สอดคล้องกันทั้ง “ขนาดโหลด” และ “การจัดวงจรย่อย” เพื่อให้เครื่องตัดไฟแต่ละจุดทำงานตามหน้าที่ เช่น

  • วงจรไฟแสงสว่างใช้โหลดน้อย ควรใช้สายไฟขนาดเล็กกว่า
  • วงจรปลั๊กและเครื่องใช้กำลังสูง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่นหรือเครื่องปรับอากาศ ควรแยกวงจรเฉพาะ พร้อมเลือก MCB และ RCD ที่รองรับกระแสสูงกว่า

เมื่อวงจรถูกออกแบบให้เหมาะสมกับขนาดโหลด สายไฟก็จะไม่ร้อนเกินขีดจำกัด ระบบไฟฟ้าทำงานเสถียร และเครื่องตัดไฟสามารถตอบสนองได้ทันท่วงที

 

กรณีศึกษา: สายไฟเล็กเกินไป ทำให้เครื่องตัดไฟทำงานถี่และเกิดไฟรั่วในวงจร

ตัวอย่างเช่น บ้านหลังหนึ่งติดตั้งเครื่องซักผ้าและเครื่องทำน้ำอุ่นในวงจรเดียวกัน แต่ใช้สายไฟเพียง 1.5 mm² ซึ่งเล็กเกินไปสำหรับรับกระแสไฟรวมของทั้งสองอุปกรณ์ เมื่อใช้งานพร้อมกัน กระแสไฟเกินพิกัดของสายจนเกิดความร้อนสะสม ทำให้เครื่องตัดไฟ MCB ต้องตัดไฟบ่อยเพื่อป้องกันวงจรจากความเสียหาย แต่การตัดไฟซ้ำ ๆ นี้เองทำให้สายไฟเกิดความร้อนขึ้นบ่อยครั้ง ฉนวนเริ่มกรอบและเสื่อมสภาพ ซึ่งเมื่อฉนวนเสียหายจะทำให้มีกระแสไฟรั่วลงดินเล็กน้อยทำให้เครื่องตัดไฟรั่ว RCD ตรวจจับได้และตัดไฟแม้ไม่มีเหตุไฟรั่วหรือไฟดูดจริง 

ดังนั้น เมื่อตรวจสอบและเปลี่ยนมาใช้สายไฟ THW 4.0 ตร.มม. ซึ่งรองรับกระแสได้มากกว่า ระบบไฟฟ้ากลับมาทำงานได้ปกติ ลดความร้อนในสาย และช่วยให้เครื่องตัดไฟทั้ง MCB และ RCD ทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น

 

แนวทางเลือกขนาดสายไฟให้เหมาะกับวงจรย่อย

เพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานปลอดภัยและสัมพันธ์กับอุปกรณ์ตัดไฟ ควรเลือกขนาดสายไฟตามประเภทของโหลดดังนี้

  • สายไฟ THW 2.5 ตร.มม. : เหมาะสำหรับวงจรปลั๊กทั่วไป เช่น ทีวี ตู้เย็น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป
  • สายไฟ THW 4.0 ตร.มม. : เหมาะกับเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องซักผ้า หรือแอร์
  • สายไฟ THW 6.0 ตร.มม. ขึ้นไป : เหมาะสำหรับอุปกรณ์โหลดสูง เช่น เตาอบหรือปั๊มน้ำ
การเลือกสายไฟที่มีขนาดเหมาะสม ไม่เพียงช่วยให้เครื่องตัดไฟ RCD และ MCB ทำงานได้แม่นยำ แต่ยังช่วยลดการสูญเสียพลังงาน และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งระบบได้อีกด้วย


หากคุณกำลังมองหาสายไฟ THW ราคาโครงการ ไม่ว่าจะเป็นสาย THW 2.5 ตร.มม., 4.0 ตร.มม., หรือ 6.0 ตร.มม. ขึ้นไป สำหรับติดตั้งระบบไฟฟ้าร่วมกับอุปกรณ์ตัดไฟอย่าง RCD และ MCB มั่นใจได้กับผลิตภัณฑ์จาก STS Thonburi ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและการเลือกสายไฟให้เหมาะกับโหลดการใช้งาน พร้อมทีมงานให้คำแนะนำในการวางแผนระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยและประหยัดที่สุด

 

แหล่งอ้างอิง

  1. RCD vs MCB: Understanding Circuit Protection Devices. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 จาก https://www.mybuilder.com/electrical/articles/rcd-vs-mcb 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้