วัสดุนำไฟฟ้ามีอะไรบ้าง และแบบไหนเหมาะกับสายไฟในงานของคุณ

สายไฟฟ้าในงานอุตสาหกรรม วัสดุชนิดใดนิยมนำมาใช้ทำสายไฟฟ้า

การเลือกวัสดุที่ใช้ทำสายไฟฟ้า เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ที่ทำงาน หรือในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น ความสามารถในการนำไฟฟ้า ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม และความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับวัสดุชนิดใดนิยมนำมาใช้ทำสายไฟฟ้า พร้อมแนะนำวิธีการเลือกวัสดุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานทั้งในบ้านและในภาคอุตสาหกรรม


ส่วนประกอบของสายไฟฟ้า

สายไฟฟ้าที่ดีควรประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) ฉนวนไฟฟ้า (Insulation) และเปลือกนอก (Oversheath) ซึ่งแต่ละส่วนมีบทบาทแตกต่างกันและต้องเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับการใช้งาน


1. ตัวนำไฟฟ้า (Conductor)

ตัวนำไฟฟ้า คือหัวใจของสายไฟ ทำหน้าที่ส่งผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังจุดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนคำถามที่ว่าสารที่นำไฟฟ้ามีอะไรบ้าง ? ก็ต้องตอบว่า วัสดุที่ใช้ทำตัวนำในสายไฟจะต้องมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าได้ดี และมีความคงทนสูง ซึ่งมี 2 ชนิดที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่

ทองแดง

ทองแดง เป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าที่สุด เนื่องจากมีค่าความต้านทานต่ำ นำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม ยืดหยุ่นสูง และทนต่อการกัดกร่อน เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย ทั้งในบ้านและภาคอุตสาหกรรม แม้ราคาจะสูง แต่ถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว

อะลูมิเนียม (Aluminium)

เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบากว่าและราคาถูกกว่าทองแดง เหมาะสำหรับสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และงานที่ต้องการลดน้ำหนักตัวนำ แต่ค่าการนำไฟฟ้าต่ำกว่าทองแดง จึงจำเป็นต้องใช้สายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น


2. ฉนวนไฟฟ้า (Insulation)

ฉนวนไฟฟ้า ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้ารั่วออกนอกสาย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและป้องกันการลัดวงจร วัสดุที่นิยมใช้ ได้แก่

PVC (Polyvinyl Chloride)

PVC เป็นวัสดุที่นิยมที่สุดในสายไฟทั่วไป มีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าได้ดี ทนอุณหภูมิได้ 70°C ยืดหยุ่นสูง ติดตั้งง่าย เหมาะกับการใช้งานภายในอาคาร

XLPE (Cross-Linked Polyethylene)

เป็นวัสดุที่ทนความร้อนได้สูงถึง 90°C และทนต่อสารเคมีได้ดีเยี่ยม มีอายุการใช้งานยาวนาน เหมาะสำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง


3. เปลือกนอก (Oversheath)

เปลือกนอก ทำหน้าที่ปกป้องฉนวนและตัวนำจากสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ความชื้น แรงกระแทก หรือสารเคมี วัสดุที่นิยมนำมาทำเปลือกนอกของสายไฟ มีดังนี้

PVC

เป็นวัสดุที่มีความทนทานและใช้งานง่าย มีหลายสีให้เลือกเพื่อช่วยแยกประเภทสายไฟ นิยมใช้สำหรับสายไฟฟ้าภายในอาคาร

PE (Polyethylene)

เป็นวัสดุที่ทนต่อการขูดขีดและแรงกระแทกได้ดี ป้องกันความชื้นและน้ำได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการใช้งานภายนอกอาคารและสายไฟใต้ดิน

LSHF (Low Smoke Halogen Free)

เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติต้านการลุกลามของไฟ ไม่ปล่อยควันพิษหรือก๊าซกรดเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เหมาะสำหรับพื้นที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน อาคารสูง


วัสดุนำไฟฟ้ามีอะไรบ้าง ?

นอกจากทองแดงและอะลูมิเนียมแล้ว ยังมีวัสดุอื่นที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เช่น

  • เงิน (Silver) เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด แต่มีราคาสูงมาก จึงมักใช้ในงานเฉพาะ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือวงจรที่ต้องการความแม่นยำสูง ไม่ใช่สายไฟทั่วไป
  • ทองเหลือง (Brass) เป็นโลหะผสมที่นำไฟฟ้าได้ดี ใช้ในงานบางประเภทที่ต้องการความแข็งแรงและความทนทาน แต่ไม่ใช่วัสดุตัวนำไฟฟ้าหลักในสายไฟ
  • ซิลิคอน (Silicon) เป็นวัสดุกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และแผงโซลาร์เซลล์ เนื่องจากสามารถควบคุมการนำไฟฟ้าได้ ไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าแบบโลหะทั่วไป
  • วัสดุอื่น ๆ เช่น ทองคำ ตะกั่ว สังกะสี นิกเกิล และโลหะผสมต่าง ๆ มีการใช้งานในบางกรณีตามลักษณะงานเฉพาะ แต่ไม่ใช่วัสดุตัวนำไฟฟ้าหลักสำหรับสายไฟทั่วไป



วิธีเลือกวัสดุที่ดีที่สุดในการทำสายไฟฟ้า

การเลือกวัสดุที่เหมาะสมสำหรับสายไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยปัจจัยที่ควรพิจารณามีดังนี้

1. พิจารณาความต้องการ

การใช้งานที่ต่างกันย่อมต้องการคุณสมบัติของสายไฟที่แตกต่างกัน โดยควรเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน ดังนี้

  • ใช้ภายในบ้าน : ควรเลือกสายที่มีฉนวน PVC เนื่องจากมีความยืดหยุ่น ติดตั้งง่าย และเพียงพอต่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมทั่วไป
  • ใช้ภายนอกอาคารหรือกลางแจ้ง : ควรเลือกฉนวน PE หรือ XLPE ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ และทนต่อรังสี UV 
  • ใช้งานอุตสาหกรรมหรือพื้นที่อุณหภูมิสูง : ควรเลือก XLPE ที่สามารถทนความร้อนได้ดีกว่า PVC และมีความเสถียรต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง


2. คุณสมบัติของวัสดุ

การเลือกวัสดุของสายไฟควรดูที่คุณสมบัติหลัก ๆ ดังนี้

  • ค่าความต้านทานไฟฟ้า : วัสดุที่มีค่าความต้านทานต่ำ เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม จะสามารถนำไฟฟ้าได้ดี ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและความร้อนสะสม
  • ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม : ควรเลือกวัสดุที่สามารถต้านทานการกัดกร่อน ความชื้น และสารเคมี เพื่อยืดอายุการใช้งาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
  • ความปลอดภัย : วัสดุควรมีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนที่ดี ไม่ลามไฟ หรือผ่านการออกแบบให้มีคุณสมบัติหน่วงการติดไฟ (Flame Retardant) เพื่อป้องกันอันตรายจากเพลิงไหม้


3. มาตรฐานความปลอดภัย

นอกจากการพิจารณาเรื่องวัสดุและการใช้งานแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ มาตรฐานรับรอง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าอุปกรณ์ไฟฟ้านั้น ๆ ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยและคุณภาพหรือไม่

โดยมาตรฐานสำคัญที่ควรตรวจสอบ เช่น มอก. มาตรฐานรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของสายไฟในประเทศไทย, IEC (International Electrotechnical Commission) มาตรฐานสากลที่รับรองคุณภาพของสายไฟ หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ ที่เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของการใช้งาน


มองหาสายไฟคุณภาพสูงในราคาคุ้มค่า ต้องที่ STS Thonburi

การเลือกสายไฟที่มีคุณภาพนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางไฟฟ้าอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหาสายไฟที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทั้งราคาย่อมเยาและคุณภาพดีเยี่ยม STS Thonburi คือคำตอบ เราเป็นบริษัทขายส่งสายไฟทุกชนิด เป็นตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ชั้นนำมากมาย เช่น สายไฟ Thai Union ราคาถูก, สายไฟ Fuhrer และอื่น ๆ อีกมากมาย เราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียดทุกการซื้อขาย สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อกับเราได้เลย !


แหล่งอ้างอิง

  1. รู้จัก 3 วัสดุตัวนำไฟฟ้ายอดนิยมในการนำมาใช้งาน. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 จาก https://www.ststhonburi.com/content/19728/3-types-of-electrical-conductors

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้